ผบช.ภ. 5 ประสานแม่ทัพภาคที่ 3 รวบมือยิงตำรวจสันกำแพงหนีกบดานชายแดนเชียงดาว พร้อมยาบ้าเกือบ 400 เม็ด



เชียงใหม่ –เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจภูธรภาค 5 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมทีมแถลงผลงานการจับกุมผู้ต้องหาคดีสำคัญระดับ “พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน” หลังก่อเหตุอุกอาจยิงใส่ตำรวจสายตรวจ สภ.สันกำแพง ขณะปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่การระดมกำลังไล่ล่าข้ามอำเภอ โดยการประสานงานของแม่ทัพภาคที่ 3 พลโท วรเทพ บุญญะ ประสานงานผ่านกองกำลังผาเมือง พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผบ.กกล.ผาเมือง ประสานงานเจ้าหน้าที่ทหารประเทศเพื่อนบ้านร่วมกันติดตามไล่ล่าจับกุมตัวนายวิภาค มาดำเนินคดี


พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 19.00 น. ขณะที่ ส.ต.ต.อภิวัฒน์ มาลา เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.สันกำแพง กำลังตรวจสอบชายต้องสงสัยพร้อมรถจักรยานยนต์บริเวณถนนบ้านไร่พัฒนา ต.แม่ปูคา แต่ทันทีที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ชายคนดังกล่าวกลับชักอาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่ ส.ต.ต.อภิวัฒน์ ถึง 3 นัด จนต้องวิ่งหลบกระสุนและยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีไปได้ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ นายวิภาค วงค์วรรณ์ อายุ 36 ปี ชาว อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และได้ดำเนินการขออนุมัติศาลออกหมายจับทันที


กระทั่งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 01.30 น. ชุดสืบสวนภาค 5 ร่วมกับ สภ.สันกำแพง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับเบาะแสว่านายวิภาคหนีไปกบดานอยู่บริเวณแนวชายแดนบ้านอรุโณทัย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จึงนำกำลังเข้าปิดล้อมและรวบตัวไว้ได้พร้อมกระเป๋าเป้คู่ใจ จากการตรวจสอบอย่างละเอียดภายในกระเป๋า เจ้าหน้าที่ถึงกับผงะเมื่อพบยาบ้าบรรจุในถุงพลาสติกซุกซ่อนอยู่ในกล่องโทรศัพท์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 376 เม็ด


เบื้องต้น นายวิภาคยอมรับสารภาพว่าทั้งอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุและยาเสพติดเป็นของตนเองจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาหนัก “พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่” ตามหมายจับเดิม และพ่วงข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สันกำแพง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด


ตำรวจภูธรภาค 5 ขอเน้นย้ำความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชน หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือคาดว่าเป็นอาชญากรที่หลบหนีเข้ามาในพื้นที่ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 191 หรือ Line@police5 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน.