สวพส. รีโนเวท “โกโก้น่าน” พลิกฟื้นพืชเศรษฐกิจใหม่ หลังเคยถูกหลอกปลูก ชูจุดเด่นดูแลง่าย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ตลาดรองรับกว่า 5,000 ตัน



เชียงใหม่/น่าน – สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. โดยโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม จังหวัดน่าน เดินหน้าฟื้นฟูการปลูกโกโก้ให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ หลังเกษตรกรเคยประสบปัญหาถูกหลอกให้ปลูกจนต้องตัดทิ้ง ย้ำปัจจุบันมีภาคเอกชนรองรับตลาดชัดเจน ชี้ความต้องการตลาดพุ่งสูงกว่า 5,000 ตัน แต่ยอดผลิตปัจจุบันยังไม่เพียงพอ



นายมนัส กุณนา หัวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม เปิดเผยว่า ในอดีตช่วงปี 2561 เกษตรกรในพื้นที่อำเภอแม่จริมจำนวน 146 ราย พื้นที่กว่า 2,000 ไร่เศษ เคยได้รับความเสียหายจากการถูกภาคเอกชนหลอกให้ปลูกโกโก้แล้วไม่มีตลาดรับซื้อ จนต้องจำใจตัดทิ้งไปจำนวนมาก ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ยังคงปลูกอยู่ประมาณ 60 ราย ทางโครงการฯ จึงได้เข้ามาสนับสนุนและรีโนเวทระบบใหม่ โดยประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดทำตลาดรองรับที่แน่นอน



ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 103 ราย คาดการณ์พื้นที่ปลูกรวม 1,500 ไร่ ทั่วจังหวัดน่าน โดยสถานการณ์ตลาดในประเทศขณะนี้มีความต้องการโกโก้สูงถึง 5,000 ตัน แต่เกษตรกรไทยสามารถผลิตได้เพียง 600 กว่าตันเท่านั้น จึงถือเป็นโอกาสทองของเกษตรกร โดยราคาจะเป็นไปตามกลไกตลาด และสร้างรายได้เสริมได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโกโก้ 1 ไร่ สามารถให้ผลผลิตตากแห้งได้ประมาณ 60 กิโลกรัม



ด้านนางขนิษฐา ก้อสละ เกษตรกรตัวอย่างวัย 57 ปี ผู้ที่ไม่ยอมตัดต้นโกโก้ทิ้งตั้งแต่วันแรก กล่าวว่า ตนปลูกมาตั้งแต่ปี 2561 และเก็บผลผลิตขายได้อย่างต่อเนื่อง โกโก้เป็นพืชที่ดูแลไม่ยุ่งยากเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น มีอายุยืนกว่า 30 ปี และให้ผลผลิตตลอดทั้งปี โดยพื้นที่ที่เหมาะสมควรมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 400 เมตร



นอกจากสร้างรายได้แล้ว โกโก้ยังเป็นพืชที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า เนื่องจากเป็นพืชยืนต้นที่ผลัดใบตลอดทั้งปี ช่วยสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย เช่น ข้าราชการ หรือพนักงานประจำ ที่ต้องการเป็นชาวสวน เพราะสามารถใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดมาเก็บผลสุกเพื่อแกะเมล็ดตากแห้ง หรือจะขายเป็นผลสดซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มชาวต่างชาติก็ได้ราคาดี




อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการผลิตโกโก้จะมีวัสดุเหลือทิ้ง (เปลือกและใบ) สูงถึงร้อยละ 70 ในขณะที่มีส่วนที่ขายได้เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ขณะนี้ทางโครงการฯ อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยเพื่อนำเศษวัสดุเหล่านี้ไปต่อยอดสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่าในอนาคตต่อไป.