เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ทะลุร้อยพุ่งรั้งอันดับ 1 โลก 25 อำเภอจมสีแดงเถือก-เวียงแหงพุ่งปรี๊ด 236 มคก.





สถานการณ์หมอกควันและไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่วิกฤตขั้นสุด ต้อนรับเข้าสู่ช่วงเช้าของวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยฝุ่นควันพิษที่หนาทึบแผ่เข้าปกคลุมทั่วทั้งเมืองจนบดบังทัศนวิสัย ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เป็นเพียงลูกกลมๆ สีแดงและไม่สามารถสาดแสงผ่านลงมาได้ แม้แต่เครื่องบินที่บินขึ้นจากสนามบินเชียงใหม่มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือก็ยังมองเห็นได้เพียงรางๆ เท่านั้น ส่งผลให้เชียงใหม่ยังคงครองอันดับ 1 เมืองใหญ่ที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นวันที่ 3-4 แล้ว





จากการตรวจสอบคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ผ่านเว็บไซต์ IQAir ในช่วงเวลา 06.00 – 07.00 น. พบว่าดัชนีคุณภาพอากาศ (US AQI) พุ่งสูงถึง 208 ขณะที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ตรวจวัดได้สูงถึง 133 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งแสดงผลเป็นสีม่วง และถือเป็นระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง โดยความเข้มข้นของฝุ่นพิษในขณะนี้สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานประจำปีขององค์การอนามัยโลก (WHO) ไปแล้วถึง 26.6 เท่า






นอกจากนี้ ข้อมูลจากแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เมื่อเวลา 07.00 น. ของวันเดียวกัน เผยให้เห็นภาพรวมที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากทั้ง 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่มีค่าฝุ่น PM 2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐาน (37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และกลายเป็น “สีแดง” ทั้งจังหวัด โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 105.2 – 236.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร



ทั้งนี้ มีถึง 22 อำเภอที่ค่าฝุ่นทะลุเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมี 3 อำเภอที่สถานการณ์รุนแรงสุดขีดจนค่าฝุ่นพุ่งทะยานเกิน 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ได้แก่ อำเภอเวียงแหง ซึ่งครองแชมป์สูงสุดวัดได้ถึง 236.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือ อำเภอเชียงดาว 230.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ อำเภอไชยปราการ 220.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่พื้นที่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตรวจวัดได้ 105.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร.