ตำรวจ - ทหาร » แม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่คลองแม่ข่า สั่งรื้อสิ่งกีดขวาง-เร่งแก้ปัญหาน้ำเสีย ดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับสากล

แม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่คลองแม่ข่า สั่งรื้อสิ่งกีดขวาง-เร่งแก้ปัญหาน้ำเสีย ดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับสากล

24 มิถุนายน 2026
57   0

แม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่คลองแม่ข่า สั่งรื้อสิ่งกีดขวาง-เร่งแก้ปัญหาน้ำเสีย ดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับสากล

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานพัฒนาคลองแม่ข่าอย่างใกล้ชิด โดยมี นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมให้การต้อนรับ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันในการฟื้นฟูสายน้ำประวัติศาสตร์คู่เมืองเชียงใหม่ให้กลับมาใสสะอาดและมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม

ในการลงพื้นที่จุดแรก ณ บริเวณสะพานแม่ข่า (ระแกง) หรือที่รู้จักกันในนาม “คลองโอตารุเมืองไทย” แม่ทัพภาคที่ 3 ได้รับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานและแนวทางการพัฒนาคลองแม่ข่า ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงใหม่ โอกาสนี้ได้มอบถุงยังชีพให้แก่กลุ่มเปราะบางที่อาศัยอยู่ริมคลองจำนวน 3 ราย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมกันนี้ยังได้สั่งการจัดกำลังพลทหารร่วมกับกลุ่มจิตอาสา เร่งรื้อถอนเสาไม้ที่กีดขวางทางน้ำและกำจัดเศษขยะทางทิศเหนือของสะพานเพื่อเปิดทางระบายน้ำให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังบริเวณสะพานศรีดอนชัย เพื่อเยี่ยมชมและให้กำลังใจกลุ่มประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาร่วมกิจกรรมจิตอาสาปรับปรุงภูมิทัศน์และรักษาความสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและผลักดันให้คลองแม่ข่ากลายเป็นแลนด์มาร์กทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 ยังได้เข้าตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำเสียบริเวณสะพานแม่ข่า (อัษฎาธร) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ยังคงประสบปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสียและมีตะกอนสะสม โดยในปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขจุดที่เกิดการรั่วไหล พร้อมทั้งปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย และเพิ่มการเติมน้ำดีเพื่อขับไล่น้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคืนระบบนิเวศที่ดีให้กับชุมชนและต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน.