ข่าววาไรตี้ » “ม.แม่โจ้สร้างภูมิภาคศูนย์กลางนวัตกรรมและอุตสาหกรรมชาเขียวครบวงจร” ยกระดับแปรรูปชาเขียวอ่างขาง เปิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ต่อยอดสู่มัทฉะไทย

“ม.แม่โจ้สร้างภูมิภาคศูนย์กลางนวัตกรรมและอุตสาหกรรมชาเขียวครบวงจร” ยกระดับแปรรูปชาเขียวอ่างขาง เปิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ต่อยอดสู่มัทฉะไทย

6 พฤศจิกายน 2026
45   0

“ม.แม่โจ้สร้างภูมิภาคศูนย์กลางนวัตกรรมและอุตสาหกรรมชาเขียวครบวงจร” ยกระดับแปรรูปชาเขียวอ่างขาง เปิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ต่อยอดสู่มัทฉะไทย

Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวงนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรสู่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านการพัฒนาโรงงานต้นแบบและเครื่องจักรแปรรูปชาเขียวผง พร้อมสร้างพื้นที่เรียนรู้ภาคปฏิบัติใกล้แหล่งปลูก เพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เดินหน้าควบคู่กับการพัฒนาทักษะของคนในพื้นที่ สร้างมูลค่าใบชาที่เติบโตบนพื้นที่สูง สู่การพัฒนาเป็นชาเขียวผงที่มีโอกาสต่อยอดทางการตลาด
แนวทางดังกล่าวเสมือนการสร้าง “ภูมิภาคศูนย์กลางนวัตกรรมและอุตสาหกรรมชาเขียวครบวงจปฏิบัติมาไว้กลางดอย” เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ปฏิบัติงานเข้าถึงเครื่องมือ ศึกษากระบวนการผลิต และเรียนรู้การควบคุมคุณภาพจากการลงมือทำ โดยมุ่งนำผลงานวิจัยไปใช้เพิ่มมูลค่าใบชาท้องถิ่น และวางรากฐานการพึ่งพาตนเองด้านการแปรรูปบนพื้นที่สูง โครงการ “การพัฒนากระบวนการผลิตชาเขียวผงพร้อมชงจากใบชาท้องถิ่น: กรณีศึกษาสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง” มีรองศาสตราจารย์ ดร.ฤทธิชัย อัศวราชันย์ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเกษตรสมัยใหม่ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นหัวหน้าโครงการ ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับคุณลักษณะของใบชาและบริบทการใช้งานจริงในพื้นที่

รองศาสตราจารย์ ดร.ฤทธิชัย อัศวราชันย์ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “จุดเด่นของผลสำเร็จของงานวิจัยคือการนำใบชาที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ โดยเฉพาะสีเขียวตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ผู้บริโภคมองเห็นได้ตั้งแต่แรก ทีมวิจัยจึงศึกษากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การนึ่ง การลดอุณหภูมิ การอบแห้ง ไปจนถึงการบดและร่อนผงชา เพื่อทำความเข้าใจว่าแต่ละขั้นตอนส่งผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างไร และควรควบคุมกระบวนการผลิตอย่างไรให้เหมาะสม

ผลการดำเนินโครงการ สามารถติดตั้งโรงงานต้นแบบสำหรับห้องปฏิบัติการ พร้อมติดตั้งชุดเครื่องจักรสำหรับการนึ่ง อบแห้ง บดหยาบ บดละเอียด และร่อนผงชา รองรับการศึกษาทดลองและการถ่ายทอดเทคโนโลยี การมีเครื่องมืออยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบช่วยให้สามารถเชื่อมการเก็บเกี่ยวกับการแปรรูป และใช้พื้นที่ผลิตจริงเป็นฐานในการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงาน และเกษตรกร ความสำคัญของโรงงานต้นแบบแห่งนี้จึงอยู่ที่โอกาสในการเรียนรู้กระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ ผู้เรียนสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของใบชาในแต่ละขั้นตอน เข้าใจเหตุผลของการเลือกอุณหภูมิและระยะเวลาที่ใช้ ตลอดจนศึกษาวิธีตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับการผลิตของตนเอง ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้ค้นคว้าข้อมูลได้สะดวกขึ้น ทำให้การเข้าถึงเครื่องมือและพื้นที่ทดลองยังมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นทักษะ โครงการจึงให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ศึกษาเข้ากับวัตถุดิบ เครื่องจักร และปัญหาที่พบในกระบวนการผลิตจริง

สำหรับวัตถุดิบหลัก ทีมวิจัยใช้ใบชาอู่หลงเบอร์ 12 หรือจินเซวียน ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่อ่างขาง มาศึกษาศักยภาพในการผลิตชาเขียวผงสำหรับเครื่องดื่มลาเต้ และผงชาเขียวสำหรับการประกอบอาหาร ผลการศึกษาในระยะแรกพบว่า การนึ่งที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 45 วินาที ตามด้วยการลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว สามารถรักษาลักษณะสีเขียวของใบชาได้ดีภายใต้เงื่อนไขการทดลอง จึงเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับพัฒนากระบวนการผลิต หลังจากนั้นสู่ไปการอบแห้ง และการบดละเอียดจนได้ผลิตภัณฑ์ชาเขียวผงคุณภาพสูง ผลิตภัณฑ์ชาเขียวผงมีค่าสี และปริมาณคลอโรฟิลล์ สารคาเทชินและ EGCG ตลอดจนการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส เพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ”

โครงการนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ในการนำงานวิจัยไปเชื่อมกับความต้องการของพื้นที่ ผ่านการพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์ เครื่องมือ และฐานการเรียนรู้ ณ สถานที่ผลิตจริง ทำให้เกิดภูมิภาคศูนย์กลางนวัตกรรมและอุตสาหกรรมด้านการผลิตผลทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นฐานสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางอาชีพ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสนับสนุนให้ชุมชนบนพื้นที่สูงมีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตของตนเอง.