ชลประทานเชียงใหม่ ยันน้ำในอ่างฯ เฉลี่ย 80% เพียงพอใช้นาปรัง-อุปโภค สั่งเร่งตุนน้ำรับมือเอลนีโญปี 70
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!



ชลประทานเชียงใหม่ เตรียมรับมือความเสี่ยงภัยแล้งปี 70 สั่งเร่งเก็บน้ำให้มากที่สุดไว้ในอ่างฯ รับมือเอลนีโญ ปัจจุบัน “น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้งเชียงใหม่ 13 แห่งมีเฉลี่ย 80%” เพียงพอใช้ฤดูแล้ง หลายอำเภอเริ่มขอสนับสนุนเครื่องจักรเปิดทางน้ำเก็บกักน้ำไว้หน้าฝาย-ประตูน้ำ


วันที่ 16 ต.ค. 69 นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ มอบหมายการปฏิบัติให้ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 – 8 รวมถึงหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานเชียงใหม่ ลงพื้นที่สำรวจและติดตามสถานการณ์น้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็กทุกแห่งในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฝนต้นหนาว เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้ง ที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้กรมชลประทานดำเนินการเตรียมพร้อมบริหารจัดการน้ำทุกภาคส่วนตลอดจนบรรเทาและช่วยเหลือเกษตรกร ผู้มีส่วนได้เสีย ลดความเสี่ยงผลกระทบเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยแล้งขึ้น

นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำของจังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของการวางแผนมาตรการรับสถานการณ์ภัยแล้งจากสภาวะเอลนีโญที่จะส่งผลกระทบถึงจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเวลาต่อจากนี้ สิ่งสำคัญในการรับมือคือการวางแผนบริหารความเสี่ยงในการจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วนการบูรณาการ ทีมจังหวัดเชียงใหม่โดยเฉพาะท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการประชุมและให้ส่วนราชการต่างๆ เตรียมแผนในการรับมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการสแกนพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยหน่วยงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ตรวจสอบพื้นที่เกิดภัยแล้งติดต่อกัน 2-3 ปี ชี้เป้าพื้นที่ใดบ้างที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อเตรียมการรับมือเช่น สำรวจแหล่งน้ำที่มีอยู่มีเพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นการที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือสนับสนุนสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่มีอะไรบ้าง ก่อนที่จะถึงสถานการณ์จริงล่วงหน้าประมาณ 1 – 2 เดือน


ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ในเขตชลประทาน ทางโครงการชลประทานเชียงใหม่ สำนักงานชลประทานที่ 1 ขอเรียนให้ทราบว่า น้ำที่มีอยู่ในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขณะนี้ เชียงใหม่มีน้ำเก็บกักไว้เฉลี่ยประมาณ 80% ซึ่งเพียงพอกับการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในส่วนของน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งมีความสำคัญลำดับแรกหลักๆจะเป็นน้ำดิบเพื่อการผลิตน้ำประปามีเพียงพอ ความสำคัญลำดับที่สอง การรักษาระบบนิเวศในลำน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลำน้ำฝาง ลำน้ำปิง ตลอดความยาวกว่า 200 กว่ากิโลเมตร จะต้องมีน้ำในการรักษาระบบนิเวศตลอดความยาวลำน้ำ ลำดับที่สามน้ำตามประเพณีและวัฒนธรรม เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ มีการวางแผนจัดสรรน้ำและการปฏิบัติให้กับจังหวัดเชียงใหม่ ลำดับที่สี่ น้ำเพื่อการเกษตร ส่วนของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลอยู่ก็จะเป็นเรื่องของการปลูกข้าวนาปรังไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก ยังสามารถดำเนินการได้ในเขตชลประทาน ทั้งนี้ขอความร่วมมือกลุ่มผู้ใช้น้ำต่างๆ เมื่อได้รับแผนการส่งน้ำแล้ว ขอให้ปฏิบัติตามแผนการรับน้ำที่ได้ประชุมหารือร่วมกันของกลุ่มผู้ใช้น้ำในแต่ละอ่างเก็บน้ำ ฝาย ประตูน้ำ สำหรับนอกเขตชลประทานต้องพิจารณาจากน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำที่มีอยู่ แล้วนำมาวางแผนร่วมกันในการจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ ตรงนี้จะทำให้การใช้น้ำของทุกภาคส่วนในเชียงใหม่มีความมั่นคงในเรื่องน้ำค่อนข้างมาก ทั้งภาคการผลิต การท่องเที่ยว การรักษานิเวศน์


สำหรับการสนับสนุนน้ำในเรื่องการลดปัญหาหมอกควัน PM2.5 ตลอดจนแหล่งน้ำเพื่อการดับไฟป่า เมื่อสภาวะเอลนีโญที่รุนแรงขึ้น อากาศจะแห้งความเสี่ยงของการเกิดไฟป่าก็เพิ่มขึ้น แหล่งน้ำที่มีอยู่ของกรมชลประทาน ในจังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่จะให้ สนับสนุนส่วนของทีมดับไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่นำไปใช้ดับไฟและนำน้ำมาเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าได้


อย่างไรก็ตาม ในการบริหารความเสี่ยง ของพื้นที่เมื่อทำการตรวจสอบพบว่ามีพื้นที่ใดที่อาจมีความเสี่ยงในการที่จะเกิดภาวะภัยแล้ง สำนักงานชลประทานที่ 1 เตรียมพร้อมในการให้การสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือ เช่น รถขุดไฮดรอลิกในการขุดลอก เปิดทางน้ำ การกำจัดผักตบชวาวัชพืชต่างๆ การขุดลอกหน้าฝาย ตลอดจนอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กสามารถขอรับการสนับสนุนได้ ผ่านหน่วยงานชลประทานในพื้นที่หรือหาก อปท.มีแผนการปฏิบัติสามารถส่งแผนความต้องการมาได้ที่สำนักงานชลประทานที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับการขอสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ จากสำนักงานชลประทานที่ 1 มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาดตั้งแต่ 8 นิ้ว ถึง 24 นิ้ว ที่มีทั้งหมด 74 หน่วยมีความพร้อมให้การช่วยเหลือสนับสนุนกรณีมีความต้องการสูบน้ำแก้ไขปัญหาภัยที่เกิดขึ้น
พื้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ทางโซนใต้ของอำเภอเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่ อำเภอจอมทอง, อำเภอแม่แจ่ม, อำเภออมก๋อย ตลอดจน อำเภอดอยเต่า อดีตที่ผ่านมาบางพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ต้องมีการประชาสัมพันธ์เตรียมการล่วงหน้าในการรับมือ สำหรับในพื้นที่ทางโซนเหนือ เช่นอำเภอเวียงแหง บางพื้นที่ ก็จะเป็นพื้นที่ที่จะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในเรื่องของการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากภาวะภัยแล้ง การรับรู้ข้อมูลข่าวสารการพยากรณ์อากาศซึ่งในขณะนี้ท้องถิ่นท้องที่เริ่มตื่นตัว มีการเสนอขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรอุปกรณ์ของสำนักงานชลประทานที่1 เพื่อที่จะขุดเปิดทางน้ำ ขุดลอกหน้าฝาย หน้าประตูน้ำต่างๆ สำรองน้ำไว้ใช้ เช่นอำเภอเชียงดาว, อำเภอพร้าว, อำเภอฝาง และ อำเภอเวียงแหง ส่วนของพื้นที่ที่มีการขุดลอกเปิดทางน้ำไปบางส่วนแล้ว เช่น ลำน้ำปิง ลำน้ำวาง ลำน้ำแม่กลาง ลำห้วยสาขาของลำน้ำสายรอง ทั้งพื้นที่ของ อำเภอแม่วาง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง และบางส่วนของ อำเภอหางดง
ส่วนของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตลิ่งลำน้ำพังเสียหายน้ำเปลี่ยนเส้นทาง เช่น อำเภอแม่แจ่ม มีการเตรียมเข้าไปให้การสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือปั้นคันตลิ่งลำน้ำขุดลอกลำน้ำแม่แจ่ม ตลอดจนขุดเปิดทางน้ำต่างๆ ให้น้ำแม่แจ่มไหลกลับมาอยู่ในร่องลำน้ำเดิมคาดว่าจะเริ่มเข้าไปได้ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการที่จะมีขึ้นต่อไปหลังจากนี้

สำหรับเรื่องของการรักษาระดับน้ำ ในลำน้ำปิง การส่งน้ำให้ฝาย ประตูระบายต่างๆ ขณะนี้มีการกักเก็บน้ำในลำน้ำปิงเหนือ ฝาย ประตูน้ำ ไว้ให้ได้มากที่สุด พร้อมสำหรับการส่งน้ำแบบขั้นบันได ซึ่งในการบริหารจัดการน้ำในลักษณะนี้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ให้กับทุกภาคส่วนสามารถบรรเทาและแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี สำหรับข้อเสนอถึงพี่น้องชาวเชียงใหม่คือ การติดตามการพยากรณ์อากาศ ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านหน่วยงานของรัฐต่างๆ โดยเฉพาะประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ ข่าวสารจากสื่อต่างๆ ที่ได้นำข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเข้าสู่ระบบ การติดตามข้อมูลข่าวสารและการตื่นตัวของผู้ใช้น้ำจะทำให้ปัญหาในเรื่องภัยแล้งมีความเสี่ยงน้อยลง ความเปราะบางของพื้นที่ต่างๆ ก็จะน้อยลงตามไปด้วย สิ่งต่างๆดังกล่าวนี้จะทำให้จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นเมืองที่น่าอยู่ มีความน่าท่องเที่ยว มีความสง่างามด้านวัฒนธรรม สืบไป.